เข้าสู่ระบบ

สถิติ

1313259
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่ผ่านมา
เดือนนี้
เมื่อเดือนที่แล้ว
ทุกวัน
308
737
1336
1308772
8376
16459
1313259
Your IP: 34.237.76.91
Server Time: 2019-09-17 11:49:28

มี 98 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

คำชี้แจง ของ
นายเสถียร โพธินันทะ
อาจารย์บรรยายวิชาพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานแห่ง
สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย
 
        คณะสงฆ์อนัมนิกายในประเทศไทย มีพระคุณท่านองสรภาณมธุรส (บ๋าวเอิง) เจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร ได้ปรารภแก่ข้าพเจ้าว่า ในงานพระราชทานเพลิงศพพระคุณท่านพระครูคณานัมสมณาจารย์ (โผซ้าย) อดีตเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุง ณ เมรุวัดสมณานัมบริหาร (วัดญวนสะพานขาว) ในวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๒ คณะสงฆ์อนัมนิกายปรารถนาจะได้มีหนังสือที่เป็นหลักทางพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานพิมพ์แจกเป็นธรรมบรรณาการ และพระคุณท่านได้มอบหนังสือว่าด้วยบรรพชาอุปสมบทวิธีในลัทธิมหายานแก่ข้าพเจ้า เพื่อให้ช่วยจัดแปลสู่พากย์ไทย ส่วนในพากย์ญวนนั้นพระคุณท่านจะเป็นผู้อ่านสำเนียงญวนและเขียนเป็นอักษรไทยตามสำเนียงภาษานั้น ทั้งนี้เพราะหนังสือดังกล่าวพิมพ์ด้วยตัวอักษรจีน ความข้อนี้อาจจะเป็นที่สงสัยแก่ผู้อ่านว่าไฉนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายอนัมนิกายจึงเป็นหนังสือจีนทั้งนั้น  ตลอดจนศาสนพิธี วัตรปฏิบัติของบรรพชิตก็ไม่แปลกจากฝ่ายจีน ข้าพเจ้าจึงขอโอกาสอธิบายเรื่องราวของพระพุทธศาสนาในประเทศญวน ณ ที่นี้ด้วย
        ในเบื้องบุรพกาลก่อนพุทธกาลโน้น ต้นตระกูลชนชาติญวนหรืออนัม มีภูมิลำเนาอยู่ตอนกลางและตอนใต้ของประเทศจีน เช่นเดียวกับชนชาติไทยเป็นเจ้าของถิ่นประเทศจีนเดี๋ยวนี้ก่อนหน้าพวกจีนจะเข้ามาอยู่ จนถึงกับมีนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ไทยกับญวนเป็นชนชาติเดียวกันมาก่อน
        จำเนียรกาลต่อมา เนื่องด้วยถูกผู้อพยพเข้ามาใหม่ คือ จีนรุกราน ชนชาติเหล่านี้จึงแตกพลัดกระจัดกระจายห่างเหินกันไป ในราวยุคพุทธกาลญวนอพยพลงมาตั้งอาณาจักรในตังเกี๋ยเดี๋ยวนี้และมีอำนาจปกแผ่ไปทั่วอินโดจีนตอนเหนือ คลุมขึ้นไปถึงดินแดนตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง มณฑลกวางตุ้ง กวางไส กุยจิ๋ว ฮกเกี้ยน จีเกียง ล้วนเป็นเขตของญวน
        เรื่องของปฐมกษัตริย์ญวนเป็นเรื่องเทพนิยายเกี่ยวพันกับพวกนาค พวกงู ซึ่งดูออกจะเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปของชนชาติในแหลมอินโดจีนนี้ ประวัติศาสตร์ญวนเอาเป็นที่แน่ใจได้ตามความเห็นของข้าพเจ้า นับได้แต่พระเจ้าหุ้งเยืองตั้งอาณาจักรวังลาง มีกรุงยาวจี๋เป็นราชธานีและสืบสันตติวงศ์มีกษัตริย์ ๘๑ องค์ ซึ่งระยะสมัยดังกล่าวตรงกับราชวงศ์จิวของจีน ต่อจากนั้นญวนกับจีนทำสงครามกันเรื่อยมาผลัดกันแพ้และชนะ จนลุสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน (ราวพุทธศกที่ ๕) ญวนเสียอิสรภาพ
        จีนจึงจัดการแบ่งประเทศญวนออกเป็น ๙ หัวเมืองใหญ่ คือ เมืองนามหาย (กวางตุ้ง) เมืองเทืองโง (เอ๊กจิว) เมืองอู๊ดเลิ้ม (กุ้ยหลิม) เมืองเทียมโบ้ (เหลี่ยงจิว) เมืองยาวจี๋ เมืองกิ๊วเจิน เมืองหยักนาม เมืองโจวญราย เมืองเทียมเญริน จีนได้ส่งข้าหลวงเทศาภิบาลมาปกครอง และเริ่มมีพลเมืองอพยพเข้ามาตั้งรกรากขึ้นเป็นลำดับ จีนได้แผ่อารยธรรมและวัฒนธรรมให้แก่ญวน
        ข้าหลวงจีนคนหนึ่งชื่อ ติกกวง ชาวเมืองฮั่นตงได้เริ่มตั้งโรงเรียนสอนอักษรศาสตร์แก่ญวนเป็นครั้งแรก นับแต่วาระนั้นมาญวนจึงใช้อักษรจีนเป็นอักษรของชาติ ใช้วรรณคดีจีนเป็นวรรณคดีของชาติ นักปราชญ์ญวนสามารถแต่งคำโคลงอันไพเราะไม่แพ้จีน และในยุคนี้เองที่ญวนต้องเสียดินแดนในประเทศจีนเดี๋ยวนี้ให้แก่จีนไป (คือ กวางตุ้ง กวางไส กุยจิ๋ว) อย่างหมดโอกาสที่จะคืนไปครองได้ คงรักษาดินแดนแถบตังเกี๋ยไว้เป็นประเทศเวียดนามในฐานะประเทศราชหลายศตวรรษ
        ศาสนาของญวนเป็นลัทธิบูชาเทพประจำธรรมชาติ ไหว้ผี เซ่นวิญญาณ ต่อมาจึงรับลัทธิขงจื้อ และลัทธิเต๋า จากจีนมานับถือ ส่วนพระพุทธศาสนาญวนก็รับมาจากจีน แต่หลังลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋ามากและไม่สู้จะแพร่หลายนักในตอนแรก ๆ พงศาวดารญวนกล่าวว่าพระโพธิธรรม คณาจารย์ชาวอินเดียซึ่งเดินทางเข้ามาตั้งนิกาย ธฺยาน ในจีน ได้มาและแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศญวนด้วย เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๐ พระโพธิธรรมนี้ ญวนเรียกว่า “ดาดหม่าโต๋ซือ” ซึ่งมาจากคำว่า “ตั๊กม้อโจวซือ” ของจีนนั่นเอง
        พระพุทธศาสนาของญวนเพิ่งมารุ่งโรจน์ขึ้นในสมัยราชวงศ์ลี้ ซึ่งเป็นสมัยที่อำนาจราชศักดิ์ของญวนฟื้นฟูและสามารถแผ่อำนาจเข้าไปครอบงำลาวและเขมร พระเจ้าลี้ท้ายโต๋กาวว่างเด๊ นอกจากจะเป็นนักรบผู้เข้มแข็งแล้ว ยังทรงเป็นนักธรรมที่เคร่งครัด ราชธานีของพระองค์ คือ กรุงทังล็องทั่น (ฮานอย) มีพุทธวิหารจำนวนมาก ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดทั่วประเทศ และในวันอุโบสถเสด็จจำศีลภาวนา ณ วัดพ้อดงตื่อ เป็นราชกิจประจำ
        กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งของราชวงศ์ลี้ คือ พระเจ้าลี้ทั้นตงว่างเด๊ ทรงใฝ่พระทัยในทานบริจาค และโปรดให้หล่อระฆังไว้ที่วัดซุ่นคั้นตื่อ หล่อพระวรรูปของพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา (ติ่นผ่างเยือง) ด้วยทองคำบริสุทธิ์ ณ วัดเทียนเพื๊อกตื่อ
        กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าลี้เญรินตงว่างเด๊ ทรงมีพระกมลโน้มไปในเนกขัมมะ จึงสละราชสมบัติออกผนวชเป็นบรรพชิต นับเป็นปฐมกษัตริย์ญวนองค์แรกที่ผนวชในพระพุทธศาสนา และในรัชสมัยพระเจ้าลี้เทิ่งตงว่างเด๊มีพระราชโองการให้สอบไล่ความรู้พระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ รัชสมัยพระเจ้าลี้เหว่ตงว่างเด๊ก็เสด็จออกผนวช ณ วัดเจินย้าวตื่อ ได้ทรงปฏิบัติในสมถวิปัสสนากัมมัฎฐานจนถึงวัยชรา เมื่อจะสิ้นพระชนม์ก็สามารถประทับนั่งเข้าสมาบัติดับขันธ์โดยปราศจากพยาธิทุกข์ใด ๆ บีฑา
        ถัดจากราชวงศ์ลี้ ก็มาถึงราชวงศ์เตริ้น ซึ่งตรงกับราชวงศ์หงวนของพวกมงโกลยึดครองจีนอยู่ ราชวงศ์เตริ้นสามารถแผ่อำนาจเข้าครองประเทศจามปาขยายดินแดนญวนลงมาทางใต้ที่เป็นเวียดนามใต้เดี๋ยวนี้ พระเจ้าเตริ้นท้ายตงว่างเด๊มีพระราชโองการให้หล่อพระพุทธปฏิมา สร้างพระอาราม และพระราชทานสมณศักดิ์แก่ภิกษุที่สอบไล่ได้
        ในรัชสมัยพระเจ้าเตริ้นเญรินตงว่างเด๊ ทรงสละราชสมบัติออกผนวชและมีพระราชนิพนธ์ธรรมานุสาสน์ต่าง ๆ พระราชนิพนธ์บทหนึ่งมีความว่า
        “สิ่งใด ๆ ในโลกนี้ที่มนุษย์หมายเอาว่าเป็นสิ่งประเสริฐเที่ยงแท้นั้น เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาแล้วก็ปราศจากแก่นสาร บ่ จีรังยั่งยืนสักสิ่งเลย อันว่าสมบัติของมนุษย์นี้ฤๅจักเปรียบเสมอได้ด้วยสมบัติทิพย์ และสมบัติทิพย์นั้นเล่าจักเปรียบเสมอด้วยพระนิพพานได้ไฉน ผู้ใดสมภพมาเป็นโอรสของพระมหากษัตริย์ จักประเสริฐยิ่งไปกว่าบุตรแห่งพระตถาคตเจ้ามิได้เลย”
        ปรากฏว่าพระโอรสของพระองค์ซึ่งเสวยราชย์สืบมา คือ พระเจ้าเตริ้นอันตงว่างเด๊ได้ทอดพระเนตรแล้วก็มีพระหฤทัยสลดสังเวชในโลกียสุข ได้เสด็จออกผนวชในกาลต่อมา
        พระพุทธศาสนาใต้พระราชูปถัมภ์ของราชวงศ์ลี้และราชวงศ์เตริ้น ได้เจริญรุ่งเรืองแพร่หลายไปทั่ว เป็นศาสนาของประชาชนส่วนใหญ่ตราบถึงกาลปัจจุบันนี้ พระพุทธศาสนาลัทธิมหายานในประเทศญวนที่เจริญมีอยู่ ๒ นิกาย ซึ่งรับไปจากจีน คือ นิกายสุขาวดี และนิกายธฺยาน นิกายแรกมีคติหนักไปทางศรัทธา ส่วนนิกายหลังมุ่งไปในทางปัญญา และเพราะฉะนี้ พระธรรมวินัยหนังสือตำรับตำราของญวนจึงเป็นอักษรจีน และเปลี่ยนมาใช้อักษรโรมันสะกดตัวแทนเมื่อฝรั่งเศสมาครอบครอง แต่ถึงกระนั้นในหมู่นักปราชญ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงคณะสงฆ์ยังเรียนรู้อักษรศาสตร์จีนกันอยู่ แม้ในปัจจุบัน ซึ่งญวนเป็นเอกราชแล้ว
        ส่วนประวัติพระพุทธศาสนาอนัมนิกายในประเทศไทยนั้น เข้าใจว่าจะมีเข้ามาแต่ครั้งแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว ขณะแรกเป็นแต่เป็นที่เลื่อมใสนับถือของคนจีนคนญวนซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเท่านั้น ยังมิได้แพร่หลายถึงพุทธบริษัทไทย  
        ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงผนวชอยู่ ทรงคุ้นเคยกับคณาจารย์ญวน และเมื่อเสวยราชย์แล้วก็พระราชทานอุปการะแก่สงฆ์ฝ่ายอนัมนิกายเป็นอเนก เช่น โปรดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศลตามคติมหายานขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น
        ครั้นมาถึงรัชกาลที่ ๕ พระสงฆ์ญวน พระสงฆ์จีนมีปริมาณมากขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ตั้งสมณศักดิ์แก่คณาจารย์ญวนและจีน ทางราชการก็รับรองนิกายทั้งสองว่าเป็นอนัมนิกายและจีนนิกายเป็นทางการ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
        ข้าพเจ้าได้แปลหนังสือเล่มนี้ในเวลาจำกัดและรีบด่วน อาจจะมีข้อบกพร่องที่มิทันตรวจตราโดยละเอียดได้ จึงขอความกรุณาให้อภัยด้วย ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าหวังว่าหนังสือนี้จะเป็นประโยชน์แก่กุลบุตรผู้จักบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาฝ่ายอนัมนิกาย ได้ศึกษาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ในจุดประสงค์ของการบวช และได้ศึกษาพระธรรมวินัย ประพฤติตามโอวาทานุสาสน์ของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ข้อนั้นจักสำเร็จประโยชน์ในเนกขัมมบารมีโดยสมบูรณ์ และหนังสือนี้ยังจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างลัทธิของมหายานกับเถรวาทได้อีกทางหนึ่งด้วย
        บุญกุศลใด ๆ อันเกิดจากการพิมพ์หนังสือเป็นธรรมบรรณาการของคณะสงฆ์อนัมนิกายก็ดี บุญกุศลซึ่งเกิดด้วยพระคุณท่านองสรภาณมธุรสถ่ายทอดสำเนียงจากจีนไว้ในพากย์อานัมก็ดี บุญกุศลเกิดด้วยข้าพเจ้าซึ่งแปลจากจีนสู่พากย์ไทยก็ดี และบุญกุศลซึ่งเกิดด้วยคุณพิศิษฐ์ พรหมอักษร ผู้ช่วยเหลือในการเรียบเรียงข้ออธิบายและควบคุมการพิมพ์ตลอดการตรวจปรู๊ฟจนสำเร็จเป็นเล่ม กับความดีซึ่งเกิดจากผู้ช่วยเหลือขวนขวายในการนี้อื่น ๆ มี ม.ร.ว.ศุภชัย ชยางกูร เป็นต้น ทั้งหมดนี้ขอน้อมอุทิศถวายให้แด่ พระคุณท่านพระครูคณานัมสมณาจารย์ (โผซ้าย) ผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอให้พระคุณท่านได้ทราบโดยญาณวิถีแล้ว และอนุโมทนาให้สำเร็จเป็นปัตตานุโมทนามัย ขอให้พระคุณท่านได้ไปถืออุบัติท่ามกลางปุณฑริกในสระโบกขรณีแห่งสุขาวดีพุทธเกษตร ให้ได้เฝ้าสดับพระสัทธรรมของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ได้อบรมภาวนาตราบบรรลุถึงพระโพธิญาณในที่สุด อนึ่งขอแผ่ผลานิสงส์บุญนี้แก่สรรพสัตว์ทั่วมหาตรีสหัสโลกธาตุให้ได้ลุแก่ความตรัสรู้โดยทั่วหน้ากัน