เข้าสู่ระบบ

สถิติ

1325231
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่ผ่านมา
เดือนนี้
เมื่อเดือนที่แล้ว
ทุกวัน
258
234
736
1322024
6188
14160
1325231
Your IP: 3.228.21.186
Server Time: 2019-10-23 22:38:30

มี 21 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 
ประวัติความเป็นมาของ 
มหาปัญญาวิทยาลัย สถาบันสมทบ มจร
 
         โดยดำริของพระเดชพระคุณ พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ที่จะจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาของคณะสงฆ์อนัมนิกาย ในเบื้องต้นได้เริ่มจัดตั้งในวัดของคณะสงฆ์อนัมนิกายที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ความไม่ลงตัวในด้านสถานที่จัดตั้งจึงทำให้โครงการต้องชะลอไป ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้มีการประชุมคณะสงฆ์ ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยมีพระเดชพระคุณ พระเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นประธานการประชุม โดยมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย พร้อมคณะสงฆ์อนัมนิกาย ในที่ประชุม มีมติจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ของอนัมนิกาย ณ ที่ธรณีสงฆ์วัดถาวรวรารามหาดใหญ่ และได้สถาปนานามว่า “มหาปัญญาวิทยาลัย“ โดยมี องพจนกรโกศล (บุญส่ง เหยี่ยวหาย) เลขานุการเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย และเจ้าอาวาสวัดถาวรวรารามหาดใหญ่ เป็นผู้รับมอบหมายจัดตั้ง เริ่มเปิดดำเนินการเรียนการสอนในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ในปีเดียวกันได้มีการประชุมนักวิชาการ ณ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เพื่อจัดทำแผนพัฒนา ๕ ปีแรก โดยมีพระเดชพระคุณ  เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นประธานการประชุม มีพระเทพโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นผู้บรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาการศึกษาคณะสงฆ์“ นับเป็นการพัฒนาการศึกษาก้าวสำคัญของคณะสงฆ์อนัมนิกาย ปัจจุบันมีพระภิกษุทั้งในและต่างประเทศ ที่จบการศึกษาจากมหาปัญญาวิทยาลัย และได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกว่า ๖๐ ปี และมีพระภิกษุอนัมนิกายที่ได้จบการศึกษาจากมหาปัญญาวิทยาลัยแล้วไปเผยแผ่และศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา ๖ รูป
         คณะสงฆ์อนัมนิกายภายใต้การนำของพระเดชพระคุณ พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร ได้จัดระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงอุดมศึกษาเพื่อส่งเสริมการศีึกษาความรู้ความสามารถของพระภิกษุสามเณรให้มีศักยภาพในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในโลกกว้างต่อไปอย่างมั่งคง
 
 
 
ประวัติความเป็นมาของ
โรงเรียนถาวรวิทยาลัย (โรงเรียนมหาปัญญา)
 
 
         โรงเรียนมหาปัญญา ได้เริ่มจัดตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ โดย พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย ได้มอบหมายให้ องปลัดบุญส่ง เหยี่ยวหาย ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย    และเจ้าอาวาสวัดถาวรวรารามหาดใหญ่ ในขณะนั้น ดำเนินการจัดตั้ง ณ วัดถาวรวรารามหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในขณะเริ่มจัดตั้งใช้ชื่อว่า “โรงเรียนถาวรวิทยาลัย” โดยได้รับใบอนุญาตจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการใน ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จัดการศึกษาในระดับมัธยมต้น   มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปี ๓ ต่อมาได้ทำการขออนุญาตขยายการจัดการศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ปัจจุบันสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
         ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ คณะสงฆ์อนัมนิกายได้มีมติจัดตั้งวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนามหายานของคณะสงฆ์ ณ ที่ธรณีสงฆ์ของวัดถาวรวรารามหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา     ภายใต้ความอนุเคราะห์ของพระเดชพระคุณ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์                 (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และได้รับการสถาปนานามว่า “มหาปัญญาวิทยาลัย”  ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน เป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อให้สอดคล้องในการบริหารจัดการด้านการศึกษา  จึงได้ขอเปลี่ยนชื่อ“โรงเรียนถาวรวิทยาลัย” เป็น “โรงเรียนมหาปัญญา” จัดเป็นโรงเรียนสาธิตของมหาปัญญาวิทยาลัย และย้ายจากวัดถาวรวรารามหาดใหญ่ มาจัดตั้ง ณ มหาปัญญาพุทธสถาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาปัญญาวิทยาลัย ปัจจุบันสามเณรนักเรียนที่จบการศึกษาแล้วมากกว่า ๑๕ รุ่น เป็นโรงเรียนในกลุ่ม ๑๔  ของคณะสงฆ์อนัมนิกาย ที่อยู่ในภาคใต้ เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้กับพระภิกษุสามเณรทั้งเถรวาท และอนัมนิกาย
 
 
 
ประวัติความเป็นมาของ
โรงเรียนสุนทรประดิษฐ์วิทยาลัย
 
               โรงเรียนสุนทรประดิษฐ์วิทยาลัย เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ได้เปิดดำเนินการเรียนการสอนขึ้นทั้งแผนกธรรม  แผนกบาลี  และแผนกสามัญศึกษา  สำหรับพระภิกษุ และสามเณรในคณะสงฆ์อนัมนิกาย  โดยมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน  ดังนี้ 
จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ความไม่เสมอภาคทางด้านการศึกษา พระเดชพระคุณองสรภาณมธุรส (สมณศักดิ์เจ้าอาวาสในขณะนั้น)  มีความเห็นว่า การที่ประเทศจะเจริญก้าวหน้า ชีวิตของปวงชนจะอยู่ดี มีความสุข สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ คือ การศึกษา จึงมีปณิธานว่า อยากจะจัดตั้งโรงเรียนขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน ที่มีความประสงค์จะศึกษาเล่าเรียน แต่ขาดทุนทรัพย์ ได้เข้ามาบรรพชา เพื่อศึกษาในระดับที่สูงขึ้น และเป็นการสร้างศาสนทายาทที่ดี เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงต่อไป จึงมีความประสงค์ที่จะจัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาขึ้น 
               ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔  องสรภาณมธุรส  (ถนอม  อารีย์กูลชัย)  ปัจจุบัน  คือ  พระคณานัมธรรมเมธาจารย์  รองเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทย เจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์  ได้ขอจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษาขึ้นภายในวัด  โดยเสนอขอต่อกรมการศาสนา  กระทรวงศึกษาธิการ  ขอจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษา  ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากกรมการศาสนา  ตามใบอนุญาต  เลขที่  ๑๖๔/๓๔  เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยมี อธิบดีกรมการศาสนา ในขณะนั้น เป็นผู้อนุญาตให้จัดตั้ง ทางวัดสุนทรประดิษฐ์ได้จัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นที่วัด มีอาณาบริเวณประมาณ ๑ ไร่ ๓๘ ตารางวา เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ เปิดทำการเรียนการสอนทั้งภาคเช้า และภาคบ่าย เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.  โดยเปิดทำการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา  นับตั้งแต่เปิดทำการเรียนการสอนมา มีบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการบริหารการศึกษา  
 
ข้อมูลผู้บริหาร
๑. ชื่อ-สกุลผู้บริหาร  พระมหาสายบัว  กิตฺติโสภโณ 
วุฒิการศึกษาสูงสุด  พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสุนทรประดิษฐ์วิทยาลัยนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๔  จนถึงปัจจุบัน
๒. ผู้ช่วยผู้บริหาร (ที่ได้รับแต่งตั้ง)  ๗  รูป / คน

โรงเรียนกุศลสมาครวิทยาลัย

          โรงเรียนกุศลสมาครวิทยาลัย เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาอีกแห่งหนึ่ง สังกัดกองศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ได้เปิดดำเนินการเรียนการสอนขึ้น ทั้งแผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศึกษา สำหรับพระภิกษุและสามเณรในคณะสงฆ์อนัมนิกาย โดยมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ดังนี้

         

          ในปี พ.ศ.๒๕๒๙ สมัยที่ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และมี ฯพณฯ ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยนั้น ท่านได้มอบหมายให้ ดร.สมศักดิ์ สายหยุด เลขานุการส่วนตัว ดำเนินการจัดให้มีโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๓๐   ซึ่งถือว่า เป็นปีมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ  ๕  รอบ ๖๐ พรรษา และเพื่อเป็นการถวายพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน จึงได้ประสานงานกับทางคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานิกายและฝ่ายอนัมนิกายโดยมีวัดใกล้เคียงที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวหลายวัดด้วยกัน เช่น วัดคณิกาผล วัดปทุมคงคา วัดชัยชนะสงคราม และวัดกุศลสมาคร เป็นต้น

         

          โดยเฉพาะวัดกุศลสมาครแห่งนี้เป็นวัดอนัมนิกายวัดแรกที่เข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าวอาจารย์สมศักดิ์ สายหยุด จึงได้ประสานงานการจัดโครงการฯ กับพระโกสินทร์ เลื่องซัน เลขานุการเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย โดยได้เสนอโครงการฯ ขึ้นไปยัง พระครูบริหารอนัมพรต(เจริญ กิ๊นเจี๊ยวมหาเถระ) เจ้าอาวาสวัดกุศลสมาคร เจ้า-คณะใหญ่อนัมนิกาย ซึ่งท่านก็อนุโมทนายินดีให้การอุปถัมภ์สนับสนุนโครงการฯ อย่างดียิ่ง โดยที่ท่านรับเป็นประธานดำเนินงานฝ่ายสงฆ์และมี ฯพณฯศาสตราจารย์มารุต บุนนาค เป็นประธานดำเนินงานฝ่ายคฤหัสถ์ ร่วมกับคณะกรรมการทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ตลอดจนสาธุชนโดยทั่วไป

         

          เนื่องจากเป็นปีแรกแห่งการจัดโครงการดังกล่าว  ทางคณะกรรมการจึงมีความประสงค์ที่จะรับเยาวชนเพื่อเข้าร่วมบรรพชาเป็นสามเณรเพียง ๖๑ รูป เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศลดังกล่าวแต่มีเยาวชนที่มีจิตศรัทธาเข้าร่วมบรรพชาเป็นสามเณร จำนวนมากถึง ๘๔ รูป ในระหว่างวันที่ ๖ เมษายน ถึงวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นเวลา ๓๐ วัน  ภายหลังจากเสร็จสิ้นโครงการฯ ในปี ๒ เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.๒๕๓๑ ท่านพระครูบริหารอนัมพรต(เจริญ  กิ๊นเจี๊ยวมหาเถระ) เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย ท่านได้เล็งเห็นคุณประโยชน์และผลที่ได้รับดังกล่าว จึงได้ปรารภกับอาจารย์สมศักดิ์ สายหยุด ว่า“สามเณรที่ลาสิกขาไปแล้ว จะดำเนินชีวิตที่ดีในสังคมได้อย่างไร เพราะล้วนแต่เป็นเยาวชนที่ขาดแคลนปัจจัยสนับสนุนในการศึกษา หากไม่ได้รับการศึกษาที่ดีแล้วก็จะเป็นปัญหาสังคม เป็นภาระของชาติอีก และถ้าสามเณรเหล่านี้ไม่ลาสิกขา แต่อยู่เพื่อศึกษาวิชาความรู้ทางพระพุทธศาสนา นับว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาฝ่ายอนัมนิกาย ทำอย่างไรจึงจะวางรากฐานทางการศึกษาให้แก่สามเณรเหล่านี้ได้”

          อาจารย์สมศักดิ์ สายหยุด จึงได้นำคำปรารภดังกล่าว ไปปรึกษากับ ฯพณฯ ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยนั้น ท่านได้แนะนำให้ไปปรึกษากับ ร.อ.อดุลย์ รัตตานนท์ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมการศาสนา  ในขณะนั้น  จึงได้รับคำแนะนำให้ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นที่วัดกุศลสมาคร ทั้งนี้เพื่อเป็นศาสนสถานทางการศึกษาอีกแห่งหนึ่งของคณะสงฆ์อนัมนิกาย ในการดำเนินงานเริ่มแรกนั้น มี พระครูบริหารอนัมพรต (กิ๊นเจี๊ยว มหาเถระ) เจ้าอาวาสวัดกุศลสมาคร เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย เป็นประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียน และมี ฯพณฯ ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น เป็นประธานอุปถัมภ์และที่ปรึกษา มีอาจารย์สมศักดิ์ สายหยุด เป็นกรรมการและเลขานุการ และแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินงานอีกหลายท่าน พร้อมกับได้ทำเรื่องเสนอขอจัดตั้งโรงเรียนไปยังกรมการศาสนา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๑ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๒ กรมการศาสนาได้อนุมัติให้จัดตั้งโรงเรียนและเปิดดำเนินการจัดการเรียนการสอนได้

          โดยใช้อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๔ ชั้น ในวัดกุศลสมาคร เป็นสถานที่เรียนไปก่อน จนกว่าจะก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่เสร็จ จึงถือเอา วันที่ ๒๐ มกราคม ของทุกปี  เป็นวันก่อตั้งโรงเรียนกุศลสมาครวิทยาลัย จากความล่าช้าเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงเรียนนี้ ใช้เวลาถึง ๒ เดือน เพราะเนื่องมาจากกรมการศาสนาไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนกุศลสมาครวิทยาลัย” เพราะลงท้ายด้วยคำว่า “วิทยาลัย” แต่ตั้งการให้ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดกุศลสมาคร” เหมือนกับโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั่วไป  ต่อมาภายหลังท่านองปลัดถนอม เถี่ยนถึก(อารีกุลชัย) เจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ เป็นผู้ประสานงานจนประสพความสำเร็จ โดยให้เหตุผลว่าโรงเรียนอื่น ๆ ยังใช้คำว่าวิทยาลัยต่อท้ายได้ เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยเป็นต้น ทำไมโรงเรียนกุศลสมาคร จึงจะใช้วิทยาลัยต่อท้ายไม่ได้ และในที่สุด จึงได้ชื่ออย่างเป็นทางการของโรงเรียนว่า “โรงเรียนกุศลสมาครวิทยาลัย” ใช้มาจนปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่า ผลสืบเนื่องจากการเข้าร่วมโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนจึงทำให้โรงเรียนก่อตั้งขึ้นมาได้ และสามารถผลิตบุคลากรที่สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย จนสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนหลายรูปด้วยกัน

          เนื่องจากการขยายตัวทางด้านการศึกษา ประกอบกับกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา พระเดชพระคุณพระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร (เจริญ กิ๊นเจี๊ยวมหาเถระ) เจ้าอาวาสวัดกุศลสมาคร เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย  จึงมีนโยบายในการขยายสถานที่เรียนเพิ่มเติมขึ้นที่วัดศรัทธายิ้มพานิชวราราม(โผวเจี๊ยวตื่อ) จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี ๒๕๔๓ ซึ่งอาคารเรียนแห่งนี้จะรองรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนอาคารเรียนหลังปัจจุบันนี้จะเป็นสถานที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและเป็นสำนักงานของครูอาจารย์เจ้าหน้าที่ และสำนักงานกลุ่มที่ ๑๔  ทั้งนี้  เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 
ประวัติความเป็นมาของ
กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ ๑๔
 
       นับแต่พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร (เจริญ กิ๊นเจี๊ยว) ได้ดำรงตําแหน่ง เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ท่านได้ดำเนินการก่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ขึ้นครั้งแรกที่วัดกุศลสมาคร โดยมีชื่อว่า “โรงเรียนกุศลสมาครวิทยาลัย” ต่อมาได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแห่งที่ ๒ ที่วัดสุนทรประดิษฐ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีชื่อว่า “โรงเรียนสุนทรประดิษฐ์วิทยาลัย” และได้เปิดแห่งที่ ๓ ที่วัดถาวรวราราม หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีชื่อว่า “โรงเรียนถาวรวิทยาลัย” ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนมหาปัญญา“ โรงเรียนทั้ง ๓ โรงเรียนนี้ได้เปิดการเรียนการสอนเฉพาะพระภิกษุสามเณร ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ควบคู่กับการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรม และแผนกบาลี โดยทางราชการกําหนดให้สังกัดอยู่กับกองพุทธศาสนศึกษา สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลุ่มที่ ๑๔ ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบันดังนี้ ที่ตั้งสำนักงานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ ๑๔ ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ วัดกุศลสมาคร  เลขที่ ๙๗  ถนนราชวงศ์ เเขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐